ย้อนหลังชีวิตพระหม่อน: บิณฑบาต

กินเพื่ออยู่จะคนธรรมดาหรือพระก็ต้องกิน(ต้องฉัน)ทั้งนั้น สำหรับคนทั่วไปถ้าไม่หุงหาอาหารกินเองได้อย่างปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ก็ทำงานได้เงินมาซื้อเค้ากิน แต่สำหรับพระ มีกินอยู่ได้ก็เพราะขอเค้าครับเพราะพระไม่มีรายได้

การขอของพระคือการบิณฑบาตนั่นแหละครับ ..ผมไม่แน่ใจว่าถ้ามีเพื่อนหรือคนอื่นๆต่างศาสนาจะเข้าใจมั๊ยว่าบิณฑบาต-ใส่บาตคืออะไร ใส่บาตทำไม (ทำไมต้องให้อาหารพระด้วย) ..หรือเอาเข้าจริงๆ แม้แต่ชาวพุทธเองบางทีก็ใส่บาตรไปเพราะรู้ว่าดี แต่ไม่รู้ว่ามันดียังไง ผมสรุปแบบที่ใคร่ครวญมาแล้วกันนะครับว่า

พระสงฆ์คือผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธ เมื่อญาติโยมเห็นพระสงฆ์ก็เหมือนสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนให้ระลึกถึงพระพุทธศานา ซึ่งรวมถึงทั้งพระพุทธ พระธรรม(คำสอน) เกิดปัญญา-ศรัทธาขึ้นในจิตใจ การใส่บาตรจึงช่วยส่งเสริมกันและกันทั้งพระพุทธศานาและพุทธศาสนิกชน คึอช่วยให้พระสงฆ์ดำรงชีพอยู่ได้ ปฏิบัติกิจ-เผยแพร่พุทธศาสนาต่อไปได้ ญาติโยมก็ได้ทำทานโดยการให้อันเป็นการเรียนรู้ที่จะสละ รู้จักให้ รู้จักความนอบน้อม เกิดจิตใจที่เป็นบุญและได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธศานาอย่างที่บอกไป

กุศโลบายในการส่งเสริมให้คนใส่บาตรกันก็มาในรูปของความเชื่อ (ซึ่งก็น่าจะเป็นคนไทยพุทธ) ซึ่งตีความกันไปหลากหลาย บ้างก็ว่าอาหารใส่บาตรจะทำให้มีกินเมื่อล่วงลับไปแล้ว บางคนจึงใส่แต่อาหารดีๆซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีแน่นอนอยู่แล้ว แต่มาแปลกตรงที่ว่าความเชื่อนั้นพลิกแพลงซับซ้อนเลยเถิดกันไป บางคนเชื่อว่าหากให้น้ำที่เป็นขวดแล้วไม่ใส่หลอดไปด้วย ยามล่วงลับไปแล้วจะกินไม่ได้ ..ผมเองก็ไม่ได้อยากให้หมกมุ่นกับความเชื่อตรงนี้มาก มองตรงแก่นดีกว่าครับ ..ใส่หรือไม่ใส่หลอดพระท่านก็นำไปฉันได้ ตอนคุณมีชีวิตอยู่คุณมีมือมีปากเปิดขวดกินน้ำได้ ยามล่วงลับไปแล้วถ้าคุณยังมีปากจะกินน้ำทำไมคุณถึงจะไม่มีมือ ..พูดแล้วเหมือนจะเกรียน แต่อยากให้ลองคิดดูครับ

ผมเองเคยผ่านการบวชเณรมาก่อนแล้วสมัยมัธยม ม. 1 ก็อายุน่าจะ 11-12 ปีได้ ตอนนั้นคือโรงเรียนมีโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนตอนปิดเทอม ..ตอนนั้นก็จำไม่ได้ว่าคิดยังไงน่ะนะ ..ซึ่งสมัยเป็นเณรนั้นก็ไม่ต้องบิณฑบาตเองเพราะโรงครัวของวัดจะจัดอาหารถวายเช้า-เพล เณรไปก็แค่นั่งฉันอาหารและให้พรญาติโยม

พรจากพระเหมือนสิ่งเดียวที่พระจะมอบกลับให้ญาติโยมได้ เมื่อบิณฑบาต โดยส่วนใหญ่จะให้พร (ผมว่าโดยส่วนใหญ่นะ เพราะพระบางท่าน บางวัด บางนิกายอาจปฏิบัติต่างกัน) เป็นภาษาบาลีโดยมักเป็นบทที่ขึ้นว่า “สัพพีติโย..” ผมเคยทวีตไปแล้วว่าการให้พร (หรือสวดมนต์) เป็นภาษาบาลี เพราะตัวภาษาบาลีไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วจึงคงความหมายเดิมไว้ได้ บทสวดเต็มๆผมคงไม่ลงนะ หาอ่านจากวิกิพีเดียได้ครับ คำแปลจากภาษาบาลีก็มีครบเลยด้วย

WP_20140331_10_35_44_Pro

บวชวันแรก ตอนเช้ากินมาจากบ้าน ตอนเพลเป็นพระแล้วแม่ก็จัดอาหารไว้เลี้ยงพระ จำวัด(นอน)ได้ 1 คืนวันรุ่งขึ้นก็ต้องบิณฑบาตเองแล้วครับ

ช่วงแรกๆก็จะออกไปพร้อมๆกับหลวงพี่รูปอื่น ได้หลวงพี่ท่านช่วยดูแลตั้งแต่การห่อผ้า(จีวร) คล้องบาตร เตรียมท่องบทให้พร เส้นทางจะเดินบิณฑบาต ผมดีหน่อยที่ตอนเคยผ่านการเป็นเณรมาก่อนจึงจำบทให้พรเพื่ออนุโมทนาบุญแก่ญาติโยมได้แต่วันแรก

วันแรกๆก็เดินบิณฑบาตก็เดินช้าหน่อยด้วยหลายเหตุผล คือ 1 เดินช้าๆดูสำรวมๆกว่า / 2 ต้องคอยระวังบาตร-จีวรจะหลุด / 3 เจ็บเท้าครับเคยใส่รองเท้ามาตลอดเศษหินไม่ตำเท้าต้องมาเดินเท้าเปล่าบนถนน สัก 5-6 วันให้หลังพอคล่องก็เดินได้เร็วขึ้นบ้าง (เท้าเริ่มด้าน) เลยได้รู้เลยว่าการที่พระท่านออกบิณฑบาตด้วยเท้าเปล่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนออกมาเดินช้อปปิ้งห้างสรรพสินค้า ทางที่เดินก็ถนนที่รถสัญจรไปมา บางทีก็ต้องข้ามถนน ถนนก็มีกรวดมีหิน แย่สุดก็เศษขยะโลหะ-แก้วเล็กๆแหลมๆตำเท้าก็มี ยังรวมถนนบางจุดที่แม้แต่คนใส่รองเท้ายังหลีกเลี่ยงเช่นน้ำขยะดำๆเหนียวๆ ขี้หมา ฯลฯ

ญาติโยมที่เป็นมนุษย์เมือง (รวมถึงผมที่ก็ผ่านชีวิตมนุษย์เมืองมาก่อน) มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ปกติเลยตัดให้พรตั้งแต่ “อภิวาทนสี..” มากกว่า ตั้งแต่ “สัพพี..” ..จะพระหรือฐาติโยมก็ต้องปรับตัวกันน่ะนะ

บิณฑบาตก็เดินไปเรื่อยๆแหละครับ พิจารณาเองว่าอาหารที่ได้รับมาพอฉันแล้วหรือยัง ต้องให้พอทั้งเช้าทั้งเพลเพราะบิณฑบาตรอบเดียว อาหารก็เลือกไม่ได้ว่าจะกินอะไร (อยากกินไอ้นั่นไอ้นี่จังเลย ไม่ได้นะครับ ญาติโยมไม่ใส่มาก็ไม่ได้กิน รับอะไรมาก็กินอันนั้น)

เดินๆไปตามเส้นทางเรื่อยๆครับ ส่วนใหญ่จะมี 2-3 เส้นทางสลับกันไป ฐาติโยมก็มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ละวัน วันธรรมดาก็น้อยหน่อยคนรีบไปทำงานไม่ค่อยมีเวลา เสาร์อาทิตย์ก็เยอะหน่อย มีศัพท์เรียกในกลุ่มพระที่บวชกับผมเวลารับบาตรเยอะมากจนต้องหิ้วถุงเบ้อเริ่มๆว่า “ซานตาคลอส” ..คือไม่ได้จะโลภเอาอาหารเยอะๆนะ แต่บางวันเช่นวันพระ ญาติโยมมารอใส่บาตรเยอะ ผมกะว่าเดินบิณฑบาตรมาครึ่งนึงเริ่มเป็นบาตรแล้ว หิ้วถุงพลาสติกเยอะแล้ว กลับเลยแล้วกัน ขากลับเจอญาติโยมเพิ่มขึ้นอีก

เจอญาติโดยนิมนต์ก็หยุดรับบาตร ..วันแรกๆตอนแรกๆก็ดีใจครับว่า เราบวชเป็นพระนะ เดินบิณฑบาตก็มีญาติโยมศรัทธาใส่บาตรเราด้วย ลุ้นมากว่าจะมีคนใส่บาตรเรามั๊ย

แม้จะเห็นญาติโยมถือของตั้งถ้าจะใส่บาตร แต่ถ้าเค้าไม่ได้เอ่ยปากนิมนต์ผมก็จะเดินผ่านไปครับ (หลวงพี่ที่บวชก่อนท่านกล่าวไว้แบบนี้ ผมก็เห็นด้วย) เพราะบางทีก็ไม่แน่ใจว่าญาติโยมท่านนั้นอาจตั้งใส่บาตรพระที่ท่านนัดหมายไว้ (เช่นพระลูกชาย พระอาจารย์ที่นับถือ) บางทีไม่เอ่ยปากนิมนต์ ท่านเดินผ่านเลย จะว่าท่านปฏิเสธคงไม่ได้  ..ฝากพุทธศานิกชนทุกท่านครับ หากท่านศรัทธาจะใส่บาตรพระรูปใดที่ผ่านมาทางท่านแล้วแล้ว เอ่ยปาก “นิมนต์ครับ / นิมนต์ค่ะ” ให้พระท่านทราบหน่อยนะครับ

ญาติโยมบางคนขับรถมา เห็นพระระหว่างทางก็เปิดไฟเลี้ยงจอดใส่บาตรตรงนั้นเลยครับ บางคนก็จักรยาน มอเตอร์ไซค์ จอดเพื่อใส่บาตรก็ดีครับแต่พระก็เหวอเหมือนกันเพราะบางทีญาติโยมจอดแบบปาดเอี๊ยดด!!หน้าพระเลย

10306845_602616693166913_1598997912_n

ระหว่างเดินบิณฑบาตในวันนึงกับหลวงพี่อีก 2 รูป ผมถูกทิ้งระยะเนื่องจากผมเดินช้า ..เสียงฝีเท้าเดินกึ่งวิ่งตามหลังมา ยังไม่ที่ผมจะหันไปดูให้ดี เสียงก็ลอยมาว่า “หลวงอาๆนิมนต์ค่ะ” ..ผมหยุดหันกลับไปมองเจอโยมผู้หญิงคนนึงถือถุงอาหารมา มองไปรอบๆพระบริเวณนั้นก็ห่างไกลจนไม่น่ามีใครจะเป็น “หลวงอา” ..โอเค ..อาตมานี่เอง ..รับบาตรแล้วก็ให้พรเค้าไป ..กลับมาเล่าให้หลวงพี่รูปอื่นฟังก็ยังตลกๆอยู่จนถึงวันนี้

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือวันฉายเดี่ยว ซึ่งวันนั้นผมต้องคอยระวังมากๆไม่มีพระท่านอื่นคอยช่วยดูให้ เดินๆกำลังจะข้ามถนน ขาก้าวไปบนทางม้าลายแล้ว 2 ก้าว เสียงแทรกอากาศมาว่า “อ่าว.. โธ่.. หลวงพ่อ” เหลือบกลับไปมอง (โชคดีไม่มีรถ) เห็นโยมผู้หญิงชุดโรงงานชูถุงอาหารทำหน้าเสียดาย ..เดาเอาเองว่า คงตั้งใจจะนิมนต์ใส่บาตรแต่นิมนต์ไม่ทัน ผมข้ามถนนเสียก่อน ..ผมก็ไม่ได้ย้อนหลังกลับไปรับหรอกนะ เพราะคิดว่าพระท่านอื่นที่เดินบิณฑบาตคงรับบาตรโยมท่านนั้นได้ ..ว่าแต่ “หลวงพ่อ” นี่ดูไม่น่าเข้ากับผมเลยนะ ออกจะเป็นพระหน้าละอ่อน

บิณฑบาตเรื่องเดียวแยกมาเล่าซะยาวเลย ..หลายคนถามว่ากี่ตอนจบ? นั่นน่ะสิครับ ไม่แน่ใจซะแล้ว มีเรื่องให้เล่าก็เขียนได้เรื่อยๆน่ะนะ คงไม่ถึงกับเป็นสิบๆตอน ..ต่อตอนหน้านะครับ