ตากุ้งยิงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียโว้ย!!

อันนี้คือข้อเท็จจริง ..ใครไม่เชื่อเลื่อนไปอ่านอ้างอิงข้างล่างแล้วกัน บลอคนี้สาระไว้ทีหลัง ขอพล่ามก่อน

ผมเพิ่งประสบกับโรคนี้มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ..แน่นอนทุกที่ที่ผมไป และทุกคนที่เห็นตาผมต่างแซวกันเป็นเสียงเดียวว่า “เมิงไปแอบดูใครอาบน้ำ”

ผมรู้สึกว่ากูโคตรขาดทุนเลยว่ะ ..เพราะกูไม่ได้ดูโว้ย แต่ทั้งๆที่กูไม่ดู กูก็เป็น ..แค้น แค้นมากครับ คับอกคับใจ ..อย่าให้กูรู้นะว่าใครมันต้นคิดเรื่องนี้ จะไปสรรเสริญมันสักหน่อย

..

เจ็บป่วยก็รักษากันไป

ไอ้หม่อนเกลียด (หรือจริงๆกลัว) หมอเป็นที่สุด ..ไม่สาหัสไม่ไปเจอหรอกหมอนะ ..ไม่พักผ่อนเอง ก็หายากินตามอาการ ..ครั้งสุดท้ายที่ไปหาหมอเพราะเจ็บป่วยก็หลายปีดีดักแล้ว

ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็น แต่มันก็ปวดๆอยู่ไม่กี่วัน

ครั้งนี้อาการเริ่มต้นคือมันปวดๆหนึบๆที่ตาบนด้านขวา บอกให้รู้แล้วว่าควรพักผ่อน-พักตาเยอะ ..แต่งานมันเยอะ สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้พัก ..รุ่งขึ้นได้เรื่องเลย จากตาสองชั้นเหลือตาชั้นเดียว ฮ่วย!!

เอาแล้วเว้ย ..เอาวะใจแข็ง รอดูอีกสักวัน ..กูอึด กูแข็งแรง ..เดี๋ยวก็หาย

เช้าต่อมา ..แม่มไม่หายว่ะ ..ชิบแล้วกู ตาตี่ขึ้นไปอีก ..เริ่มงิด อาการไม่ดีแบบนี้ไปหาหมอดีกว่า ตั้งแต่ทำงานมา มีประกันบุคคล ก็ยังไม่เคยใช้สิทธิ์เลย เอาซะหน่อยเดี๋ยวไม่คุ้ม

..

โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แถวสีลม ลงทะเบียนผู้ป่วยเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ให้ไปแผนกตา (จักษุ หรืออะไรเนี่ยะแหละนะ) ..ในใจคิด มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอวะ เจอหมออายุกรรม ดูตา ให้ยากินง่ายๆ ไม่ใช่เหรอฟะ ต้องแผนกตาเลยเหรอ!?

แผนกตาชั้น 7 ..พยาบาลรับเรื่องต่อก็ทำตามหน้าที่ ..ถ้าเจ็บป่วยธรรมดาก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดอุณหภูมิ ..แผนกตาก็เหมือนกัน มีวัดสายตา กับไอ้เครื่องอะไรไม่รู้ แต่พยาบาลบอกว่า “เครื่องนี้ตกใจหน่อยนะคะ มีลมเป่าออกมาแต่ไม่เจ็บ” ..เออ เฮ้ย สะดุ้งเลยเหมือนกัน ..ตกลงก็ไม่รู้ว่ามันตรวจอะไร

พบคุณหมออีก 5 นาที คุณหมอส่องด้วยเครื่องอะไรไม่รู้ ขนาดมหึมา ก่อนบอกว่า “เริ่มๆเป็นตากุ้งยิงน่ะค่ะ ..กินยา กับ หยอดตาสัก 5 วันก็โอเค ห้ามขยี้” ..โอเคเรียบร้อย หมดเวรกรรมกันไป เบ็ดเสร็จพันนึงเป๊ะๆ (แพงดีว่ะ ..ถ้าไม่ได้ใช้ประกันฯคงปวดหัวซ้ำอีกโรค)

..

อันนี้จริงที่ว่าเกลียดหมอก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ทุกครั้งที่ไป มันต้องมียา ..แล้วผมก็มีทัศนคติที่ไม่ดีกับการกินยาเท่าไหร่ ..ขึ้นชื่อว่ายาแล้วไม่มีอะไรดีหรอก ..รู้แบบครึ่งๆกลางๆว่ากินมากๆมันไปสะสมในร่างกายเกิดผลเสียในระยะยาว

ยาแก้อักเสบ กินไม่หมดก็ไม่ได้ ไอ้ที่ยากคือมันดันกินก่อนอาหาร ..แบบกูหิวแล้วต้องรอกินยาก่อนครึ่งชั่วโมง ..โอย!!

ยากินว่ายากแล้ว เจอยาหยอดตา ..มา 2 หลอดเลย หลอดทั้งวันหลอดนึงกับ ก่อนนอนหลอดนึง

ยาหยอดตาปกติก็ใสๆ หยดติ๋งๆ ..ไอ้ยาหยอดตัวนึง เสือกเป็นสูตรแบบข้นครับ!!

คืนแรกให้พี่สาวช่วยหยอด ..พี่สาวยังงง นี่มันยาหยอดตาอะไร

เวลาหยอดต้องออกแรงบีบนิดนึง แถมหนืดๆตาแปลกๆ ..มานึกตอนนี้ หรือว่ามันเป็นยาหมดอายุก็ไม่รู้

คืนต่อมาต้องหยอดเอง ..ไอ้ยาหนืดๆเนี่ยะแหละ ..ลองคิดภาพเวลาเอาอะไรเข้าใกล้ตามันจะเบลอๆ มองไม่ชัดออกแนวลำบากกันไป ..เงยหน้า มือจับหลอดบีบๆเขย่าๆนิดให้ยามันออกจากหลอด

..ฉึบ

โอ้ว ..ยาแรงดีว่ะ ..แสบตาชิบเป๋ง ..คืนแรกยังไม่เป็นเลย สงสัยคราวนี้หยอดเยอะไป ..นั่งสักพัก ให้น้ำตามันไหล ..โอย แรง ..โอย แสบ ..ไปห้องน้ำดีกว่า เช็ดยาที่เลอะรอบๆตาออกหน่อย

ยาไม่มี..

มีแต่น้ำตา..

ตาแดง..

สมองแล่นในเสี้ยววินาที..

ไอ้ฉึบที่มากระทบตากูมันคงไม่ใช่ยาหรอกว่ะ ..ไอ้ที่ทำให้กูแสบตาแบบนี้ก็คงไม่ใช่ยาด้วย ..มันคงเป็นส่วนนึงของหยอดตาที่เขย่าๆแล้วกะระยะพลาดมาทิ่มจึ้กที่ตานี่แหละ

เจ็บ ..แสบ ..ยาก็ไม่ได้เข้าตาเลย ..ไม่หย่งไม่หยอดแล้ว นอน!! จบ ..พรุ่งนี้คงหาย

..

สรุปว่าตากุ้งยิงครั้งนี้ร้ายกาจนัก ..ทำร้ายทั้งร่างทั้งจิตใจจนบอบช้ำ อ้าก!!

ส่วนเพื่อนๆใครที่แซวๆกูไว้เมิงอย่าเป็นนะครับ กูเอาเมิงคืนแน่ๆ กูจำได้หมดด้วย ฮ่า ฮ่า!!

..

อ้างอิง ..เอาไว้อ่านประดับสมองมั้ง ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องมาแซว